เรื่องที่เขียนทั้งหมด

มีแต่หมาตัวเดียวจริงๆ

ใครจะได้ประโยชน์ กับการเรียกร้องประชาธิปไตย ผมไม่ทราบ.!?

ใครจะเสียประโยชน์ กับการเรียกร้องประชาธิปไตย ผมไม่ทราบ.!?

แต่..ชำนาญ ณ.อันดามัน ที่ต้องทำมาหากิน กับนักท่องเที่ยว ยำแย่อีกครั้งแล้ว.!

ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร.!

เหลือแต่ หมา ตัวเดียวจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพนี้ ถ่ายเมื่อ วันที่ 11 มีนาคม 2553 ที่หาด ลายัน

—————————————————–

ก่อนหน้า วันที่ 11 มีนาคม 2553 สัก หนึ่งอาทิตย์ หาดลายัน เคยคึกคัก ด้วยนักท่องเที่ยว

ดูเอาเถอะ พอวันที่ 11 มีนาคม 2553 ก่อนถึงวันนัดชุมนุม ในวันที่ 12 มีนาคม 2553

ที่ หาดลายัน ไม่มีนักท่องเที่ยว แม้แต่คนเดียว มีแต่หมา ตัวเดียว จริงๆ

แล้วคนที่ ทำมาหากิน กับนักท่องเที่ยว จะมีความรู้สึกยังไงกับผู้ชุมนุม ที่อ้างว่า เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย..!?

หมายังดูเศร้าๆ เลยครับ พี่น้อง

———————————————

ช่วยด้วยๆๆ.! พวกมัน รุมกินบล็อกผม

พวกนี้ รุมกิน บล็อกผม

ต้องขออภัยท่านวิญญูชนทั้งหลาย ผมรู้สึกอัดอั้นตันใจจริงๆ

บ่น ไปยังงั้นเอง

ครับ รู้สึก เซ็งในอารมณ์กับความเห็นสแปมเป็นลิ้งค์ต่างๆ อย่างขายยาไวอะกร้างี้ (คงเห็นว่าคนเขียนบล็อกแก่จึงโฆษณาเป็นการใหญ่) ที่เข้ามาหน้า บล็อก ชำนาญ ณ.อันดามัน วันล่ะเกือบร้อย ต้องเสียเวลามานั่งลบทุกวัน ไอ้ที่จะจัดการด้วยวิธีอื่นก็ทำไม่เป็น
นี่ถ้าไม่เข้ามาดูสัก 7 วัน อ้ายสแปมพวกนี้คงเข้ามาเป็นพัน ใครก็ได้ ช่วยแนะนำวิธีจัดการให้หน่อยเถอะ นึกว่าเอาบุญ
ชำนาญ ณ.อันดามัน

เทพทาโร ที่ วัดควนดิน

เทพทาโร ที่ วัดควนดิน

———————–

          พอจั่วหัวเรื่องว่า เทพ ท่านผู้อ่านคงคิดว่า นายชำนาญ โม้เรื่องเทพเจ้า อีกแน่ๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดครับท่านผู้ชม วันนี้ผมไม่ได้เล่าเรื่อง เทพเจ้า แต่จะเล่าเรื่อง เทพต้นไม้ครับ และก็ไม่ใช่ เทพ ที่อยู่ตามต้นไม้ อีกนั่นแหละ แต่เป็นต้นไม้ที่มีชื่อ “เทพทาโร” ครับผม

            “ไม้เทพทาโร” หรือ “ไม้จวง” หลายคนคงรู้จัก หลายคนคงเคยได้ยิน และ หลายคนคงไม่รู้จักเช่นกัน ตามผมมาครับท่านผู้ชม ถึงจะไม่สว่างไสว ก็คงพอจะหายมืด หายมัวบ้าง ไม่มาก ก็น้อย สำหรับท่านที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

 

ต้น เทพทาโร หรือ ต้นไม้จวง

——————————–

            อันว่า “ไม้เทพทาโร” หรือ “ไม้จวง” นั้น จัดอยู่ในประเภทไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ คล้ายๆ “ไม้ตะเคียน” หรือ “ไม้สัก” เป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้มีกลิ่นหอม มอด ปลวก ไม่กิน คนเดินป่า ที่ต้องนอนค้างอ้างแรมตามป่าเขา จะนำมาก่อเป็นกองไฟ เพื่อไล่ ริ้น ยุง และแมลงมีพิษต่างๆ

            ตามศาลเจ้าหรือวัดจีน (อ๊าม) เวลามีพิธีการทางศาสนา บวงสรวง เทพเจ้า หรือเทศกาลต่างๆ จะใช้ ไม้เทพทาโร ที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และตากแดดแห้งแล้ว นำมาเผาในกระถาง จะส่งกลิ่นหอม คล้ายกลิ่นกำยาน ให้ความรู้สึกขลังและศักดิ์สิทธิ์

            ส่วนผลของไม้เทพทาโร จะออกให้เก็บได้ ช่วงเดือนมีนาคม ถึง เดือนเมษายน ถ้านำมาตากแห้ง แล้วบีบอัด เอาน้ำมัน ออกมาก็ใช้ได้สารพัดประโยชน์ เหมือนน้ำมันจากสมุนไพรต่างๆ แก้ปวดเมื่อย เคล็ด ขัด ยอก รักษาแผล ฯลฯ

            บางคนนำไป ประยุกต์ ผสมเป็น น้ำอบ น้ำหอม โคโลญจ์ โฆษณา สรรพคุณ เป็นสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้าน จำหน่าย ขายดีอีกต่างหาก

            ในยุคที่ วัตถุมงคล จตุคาม-รามเทพ กำลังเฟื่องฟู เป็นที่นิยม เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายรุ่น หลายพิมพ์ มีการผสม ผงเทพทาโร หรือ เนื้อไม้เทพทาโร เข้าไปด้วย จะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ มีการสั่งจองและเช่าหากันราคาสูงๆ

            ต้นไม้เทพทาโร จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในป่าทึบและภูเขา ที่เป็นป่าฝน จะพบเห็นได้ง่าย ในภาคใต้ของประเทศไทย แต่เดี๋ยวนี้ ค่อนข้างจะหาดูได้ยาก จากสาเหตุหลายประการ สาเหตุใหญ่ น่าจะมาจากการ ตัดไม้ ทำลายป่า มากกว่า

 

        ต้นเทพทาโร ภายในวัดควนดิน

——————————————-

 

ลานวัด หน้าอุโบสถ และลึกเข้าไปมีแต่ ต้นเทพทาโร

——————————————————-

    ณ.เวลานี้ และ พ.ศ.นี้ ถ้าหากท่านผู้อ่าน ต้องการจะเห็นหรือสัมผัสกับ ต้นไม้ เทพทาโร หรือ ไม้จวง จำนวนมากๆ ทั้งต้นเล็ก ต้นใหญ่ อายุร่วม 100 ปีก็มี โดยไม่ต้องบุกป่า ขึ้นเขา ให้เมื่อยตุ้ม ผมขอแนะนำให้ไปดูได้ที่ “วัดควนดิน ”ครับ

ประตูวัดควนดิน หรือ วัดนิโรธรังสี

————————————-

            วัดควนเขาดินวนาราม หรือ วัดนิโรธรังสี อยู่ที่ ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เป็นวัดสังกัดคณะธรรมยุต สายปฏิบัติ พระที่นั่นฉันท์อาหารมื้อเดียว ปัจจุบัน มีพระอาจารย์ สะอื้น จารุวังโส เป็นเจ้าอาวาส

พระอาจารย์ สะอื้น จารุวังโส เจ้าอาวาส วัดนิโรธรังสี(วัดควนดิน)

—————————————————

 

จากประตูวัด ซ้าย ขวา มีแต่ ต้น เทพทาโร

——————————————-

            ประมาณ 90 เปอร์เซ็น ของพื้นที่วัด เต็มไปด้วย ต้นเทพทาโร ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และพระอาจารย์ สะอื้น ได้เพาะปลูกเพิ่มเติม ขึ้นภายหลังด้วย

            ตั้งแต่ปลายเดือน กุมภาพันธ์ ถึงเดือน เมษายน พระอาจารย์ สะอื้น รวมทั้งพระลูกวัด และลูกศิษย์ ลูกหา ได้ช่วยกันเก็บ ผลของไม้เทพทาโร มาทำเป็นน้ำมัน เพื่อไว้แจกจ่าย แก่ญาติโยม ที่ได้ไปไหว้พระ ทำบุญ ศึกษาปฏิบัติธรรม หรือเยี่ยมชมสวนไม้เทพทาโร ที่วัดควนดินนี้

นกพริกตัวนี้ จะมาทุกครั้ง เมื่อ พระสวดมนต์ และฉันอาหาร

———————————————————-

            ถ้าท่านผู้อ่าน มีโอกาส ผ่านไปทาง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา ลองแวะชมและสัมผัสสักครั้ง แต่ขอร้องว่า อย่าแวะเพื่อ ขอหวย กับพระอาจารย์ น่ะครับ สาธุ.

——————————————–

ทัวร์ เกาะพีพี. โดย ไกด์ชำนาญ ณ.อันดามัน

 

            จังหวัดในเขตอันดามัน คือ ภูเก็ต,พังงา,กระบี่ จะมีเพียง 2 ฤดูเท่านั้น คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่ เดือน พฤศจิกายน ถึงเดือน เมษายน ส่วนฤดูฝน จะเริ่มตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ถึงเดือน ตุลาคม เฉลี่ย ฤดูล่ะ 6 เดือน ฤดูร้อนเรียกว่า ไฮน์ซีซั่น ฤดูฝน เรียกว่า โลว์ซีซั่น

            นักท่องเที่ยวที่เข้ามาจังหวัดภูเก็ต ในหน้าฝน จะชอบไปเที่ยวทัวร์ป่า ไม่ไปทะเลเพราะคลื่นลมแรง ส่วนพวกที่มาหน้าร้อน จะชอบไปทะเล อาบแดด เล่นน้ำ เพราะต้องการให้ผิวเป็นสีแทน

            นายชำนาญ ณ.อันดามัน ที่ทำมาหากินกับนักท่องเที่ยว จึงต้องทำตัวเป็นสัตว์ ครึ่งบก ครึ่งน้ำ คือหน้าร้อนพานักท่องเที่ยว ลงทะเลไปเกาะ แต่พอหน้าฝน พานักท่องเที่ยวไปเข้าป่า ขึ้นเขา

        หน้าร้อนปีนี้ นายชำนาญ ขายทัวร์อยู่ที่ หาดลายัน เหมือนทุกปี ขายเองเป็นไกด์เอง พาไปเองบ้าง ขายแล้วส่งให้บริษัทอื่นบ้าง (ส่วนใหญ่ส่งให้บริษัทอื่น) ถ้าไปเอง รายได้อาจจะไม่คุ้ม กับการเสียเวลาไปทั้งวัน (คิดแบบนักธุรกิจพันล้านเปี๊ยบ) เอ้า ชักแม่น้ำทั้งห้าอยู่ได้เข้าเรื่องได้แล้ว..! OK.ได้เลยครับผม

            ว่าแล้วก็ มีฝรั่งผู้ดี อังกฤษ  คู่หนึ่ง ผู้หญิงชื่อ มาดามซูซาน มาซื้อบ้านหลังล่ะ 50 ล้านบาทอยู่แถวๆหาดลายันนี่แหละ หลายปีมาแล้ว (ผมไม่รู้ว่ากี่ปีแน่) เห็นแกมาอาบแดดเล่นน้ำที่หาดลายันทุกปี และมาอยู่ครั้งล่ะ เดือน สองเดือน ค่อนข้างจะรู้มาก เขี้ยวลากดิน พูดไทยได้นิดหน่อย ซื้อของทุกอย่าง จะต้องมีการต่อ รองราคา ขอให้ได้ลดนิดๆ หน่อยๆ ก็พอใจ

 ปีนี้แกมีเพื่อนมาด้วยอีก 2 คู่ รู้สึกว่าจะมาภูเก็ตเป็นครั้งแรก พากันมา เล่นน้ำ อาบแดด ดื่มกิน กันที่หาดลายัน เกือบทุกวัน และวันนี้ (23กุมภาฯ53) มาดาม ซูซาน เดินมาหาผมที่โรงขายทัวร์บอกว่าจะพาเพื่อนไปเที่ยวเกาะพีพี.ให้ผมนำเสนอตัวเลือกและราคา ผมแนะนำไปว่า ถ้าซื้อโปรแกรม(Program)ไปกับเรือใหญ่(Cruise)บรรทุกนักท่องเที่ยวได้ 200 กว่าคน ออกจากท่าเรือภูเก็ต ถึงเกาะพีพี.ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 45 นาที ราคาคนล่ะ 1,500 บาท รวมรถรับ-ส่ง จากที่พัก-ท่าเรือ อาหารกลางวัน ผลไม้ เครื่องดื่ม และ ถ้าซื้อโปรแกรม เรือเร็ว(Speed Boat) 25 ที่นั่ง ออกจาก ท่าเรือยอช์ทภูเก็ต(Marina) ถึงเกาะพีพี.ใช้เวลา 1 ชั่วโมง คนล่ะ 3,000 บาท รวมรถรับ-ส่ง จากที่พัก-ท่าเรือ อาหารกลางวัน ผลไม้ และเครื่องดื่ม

 พอแกฟังจบ ก็ส่ายหน้าเป็นพัดลมเลย ทีเดียว แล้วพูดว่า ไม่ไหวคนเยอะไม่ชอบ มีทางเลือกอย่างอื่นหรือไม่? แฮ่..เริ่มเข้าทางแล้วล่ะครับ ท่านผู้ชม ผมบอกว่า ถ้า ยังงั้น ยู ก็ต้องเหมาเรือเร็ว ไปเป็นการส่วนตัวสิ(Private) ไม่ต้องวุ่นวายกับคนอื่น จะไปตอนไหน ก็ได้ จะกลับตอนไหน ก็ได้ จะหยุดที่ไหน และนานเท่าไหร่ ก็ได้ จะดื่มไวน์ ดื่มเบียร์ ในเรือให้เมาตีลังกา ก็ย่อม ทำได้  แต่ว่า จากที่พักไปท่าเรือต้องขับรถไปเอง อาหารกลางวันที่ เกาะพีพี. ต้องหากินเอง ค่าอุทยาน ที่อ่าว มาหยา คนล่ะ 200 บาท ต้องจ่ายเอง และยู จะต้องจ่ายค่าไกด์ด้วย มาดาม ซูซาน นิ่งคิดนิดหนึ่ง แล้วบอกผมว่า ก็น่าสนใจดี ว่าแต่ว่า ไอ จะต้องจ่ายเท่าไหร่? ผมบอกราคาค่าเช่าเรือ (ซึ่งผมขอสงวนสิทธิ์ไม่เล่าให้ฟัง น่ะครับ เพราะเป็นความลับระดับชาติ แฮ่.) แหม่มได้ยินราคาแล้วพูดภาษาไทยเป็นเลยครับ “โอ มาย ก๊อด แพงมากๆ” แล้วพูด อังกฤษอีก “ลดอีกได้ มั๊ย” ผมตอบว่า ผมจะโทรไปคุยกับเจ้าของเรือ ดูก่อนเผื่อเขาลดให้ได้ (ความจริงค่าเรือลดไม่ได้ที่จะลดคือกำไรของผม) มาดามซูซาน ตอบว่า โอ.เค.ถ้ายู หาข้อสรุปได้แล้ว ตามไปคุยกันที่โต๊ะ ในร้านอาหาร น่ะ ผมบอก อีก 10 นาที จะตามไป

ผมแกล้งทำเป็นกดเบอร์โทรศัพท์ มั่วๆ และรีรออยู่ประมาณ 5 นาที แล้วเดินไปหา มาดาม ที่โต๊ะอาหาร ซึ่งพวกเขานั่งดื่มไวน์กันอยู่พร้อมหน้าทั้ง 6 คน ตอนนี้แหละครับท่านผู้ชม ที่ผมจะต้องสวมวิญญาณ นักล่าค่าหัว(ทัวร์)มาใช้ มีกึ๋นเท่าไหร่ งัดเอาออกมาหมด หลังจากที่ชิงไหว ชิงพริบกันจนผมหืดขึ้นคอ ก็ตกลงกันได้ในราคา ที่พวกเขาพอใจ ที่จะจ่าย ส่วนผม บวก ลบ คูณ หาร แล้ว พอใจกับส่วนต่าง ที่จะได้รับ และบวกกับค่าแรงไกด์ อีกต่างหาก

สรุปว่า พวกเขาจะขับรถมารับผม ที่โรงขายทัวร์ เวลา 08:30 เช้าของวันที่ 24 กุมภาฯซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้น

และตอนนี้ ผมเรียกเก็บมัดจำก่อน 20% ถ้าเขาเปลี่ยนใจ ไม่ไป ผมก็ริบมัดจำตามธรรมเนียมปฏิบัติ

            รวบรัดตัดความ 08:20 เช้า วันที่ 24 กุมภาฯ พวกเขาขับรถ ฟอร์จูนเนอร์ มาจอด ที่หน้าโรงขายทัวร์เพื่อรับผมตามนัด (ฝรั่งจะตรงต่อเวลาเสมอ ถ้าเป็นคนไทย นัด แปดโมงครึ่ง โน่น เก้าโมงครึ่งถึงจะมา) ผมเองพร้อมอยู่แล้ว เขาให้ผมนั่งเบาะหน้าคู่กับคนขับ(สามี มาดามซูซาน) ในถานะ ไกด์ เพื่อบอกทางไป ท่าเรือ

            เราถึงท่าเรือ ยอช์ท Boat Lagoon Marina เก้าโมงตรง จอดรถไว้ที่ บริษัท ที่ผมจองเรือ และจ่ายค่าเช่าเรือส่วนที่เหลือจากมัดจำ เสร็จเรียบร้อย เราไปที่ท่าเทียบเรือ

            ที่ท่าเรือ ทางบริษัทจัดเตรียมเรือตามที่ ผมโทรจองไว้เมื่อวาน จอดรออยู่แล้ว พร้อมคนขับและเด็กเรือ เป็นเรือ สปีดโบ๊ท (Speed Boat) ไม่เก่า ไม่ใหม่ ใช้เครื่องยนต์ยามาฮ่า 2 เครื่อง เครื่องล่ะ 200 แรงม้า บรรทุกผู้โดยสารได้ไม่เกิน 25 คน ไปเกาะพี พี ใช้เวลาชั่วโมงเดียว บริษัททัวร์ ทั่วไป ส่วนใหญ่ ก็ใช้กันขนาดนี้

            ทำการทักทาย แนะนำตัวกันตามธรรมเนียม ทุกคนลงเรือ คนขับพาเรือออกจากท่า ประมาณ 9 โมง 15 นาที

กำลังออกจาก Marina

—————————

เรือแล่นออกมาพอถึงปากร่องน้ำ ก็เจอกับ เรือเจ้าท่า ที่กำลังเรียกเรือทัวร์เข้าไปเทียบทีล่ะลำ คนขับเรือบอกผมว่า อาทิตย์นี้ เจ้าท่ามาดักตรวจเรือ 3 ครั้งแล้ว เป็นการเรียกตรวจ ทะเบียนเรือ และใบนายท้ายเรือ ถ้าไม่มีใบอนุญาตหรือใบอนุญาต หมดอายุ ก็จะถูกเปรียบเทียบปรับ ถ้าเสียค่าปรับที่นั่น โดยไม่มีใบเสร็จ ก็ พันห้าหรือสองพัน แต่ถ้าต้องการใบเสร็จก็ต้องไปเสียค่าปรับที่สำนักงานซึ่งอยู่บนฝั่ง และต้องจ่ายค่าปรับเพิ่มขึ้นเป็น สามพัน ถึง ห้าพัน ผมฟังดูแล้วก็เหมือนที่ตำรวจ ตั้งด่านตรวจบนถนนนั่นแหละ แต่ในทะเล ปรับกันโหดกว่าบนบกหลายเท่า มันเป็นสูตรสำเร็จของคนพวกนี้ ลักษณะแบบนี้ ฝรั่งพูดว่า Money Talk

เรือเจ้าท่า ที่ปากร่องน้ำ

————————–

เราเสียเวลาให้เจ้าหน้าที่พวกนั้นตรวจเอกสาร ประมาณ 15 นาที จึงได้ออกจากที่นั่น คนขับตั้งลำเบนหัวเรือมุ่งตรงไป อ่าวมาหยา เกาะพีพีเล ตามโปรแกรมที่ผมบอกคนขับไว้

อ่าวมาหยา มีชื่อเสียงมาจาก ภาพยนตร์ เรื่อง เดอะบีช “The Beach” ที่มี ลีโอนาโด เดอร์คาปริโอ แสดงนำ เมื่อหลายปีมาแล้ว เหมือนเขา ตะปู ใน อ่าวพังงา  ที่เป็นฉากหนัง เรื่อง เจมส์บอนด์ ตอน “The man with the golden gun”หลังจากนั้น นักท่องเที่ยว รู้จัก และ เรียกกันว่า “เจมส์บอนด์ ไอแลนด์” ตลอดมา

อ่าวมาหยา Maya Beach

—————————

เราถึงอ่าวมาหยา 10 โมงครึ่ง พอดี ในอ่าว มีเรือนำเที่ยว ชนิดต่างๆ ทั้งเล็ก ใหญ่ คลาคล่ำ เต็มไปหมด บนหาด ก็เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว เดินกันยั้วเยี้ย ผมถามลูกทัวร์ว่า จะขึ้นหาดหรือไม่? ถ้าขึ้นจะต้องจ่ายค่าขึ้นเกาะ ให้กับเจ้าหน้าที่อุทยาน ที่อยู่บนนั้น คนล่ะ 200 บาท พวกเขาปรึกษา หารือกัน แล้วบอกผมว่า ไม่ขึ้น เพราะคนเยอะ ให้ผมพาไปเล่นน้ำที่อื่น ผมตอบ โอ.เค.แล้วบอกให้คนขับเรือพาไป อ่าว โล๊ะซาม๊ะ  ซึ่งอยู่ทางทิศ ตะวันออกของ เกาะ พีพีเล

อ่าวมาหยา คับคั่งด้วยเรือนำเที่ยว

———————————–

ไม่ถึง 10 นาที เราก็เข้ามาอยู่ในอ่าว โล๊ะซาม๊ะ น้ำกำลังลงพอดี มองเห็นหิน ปะการังและปลาต่างๆ ใต้ผิวน้ำได้ชัดเจน เรือและนักท่องเที่ยว ไม่มาก ส่วนใหญ่ขับวนเข้ามาแล้วออกไป ลูกทัวร์ของผมพอใจมาก ขอลงเล่นน้ำ คนขับเรือ บอกให้ลูกน้องทิ้งสมอทันที ผมบอกลูกทัวร์ ว่าตรงนี้น้ำลึกประมาณ 8 เมตร พวกเขากระโดดลงน้ำทันทีเหมือนกัน

อ่าว โล๊ะซาม๊ะ

————————–

ผมปล่อยให้เล่นน้ำเกือบ 20 นาที จึงเรียกขึ้นเรือ แล้วเสิร์ฟ ผลไม้ ที่ลูกเรือจัดเตรียมไว้ แล้วบอกคนขับให้พาไป ถ้ำไวกิ้ง  เป็นถ้ำที่นกนางแอ่นทะเล เข้าไปทำรังอยู่ในนั้น และมี บริษัท สัมปทาน กับรัฐบาล เพื่อเก็บรังนก เมื่อสิบกว่าปีก่อน ไกด์ สามารถพาลูกทัวร์ ขึ้นไปดูได้ แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่อนุญาต ให้ขึ้น ทำได้แค่ลอยเรือ อยู่หน้าถ้ำเพื่อถ่ายรูปเท่านั้น อาจจะเป็นเพราะว่า รังนกนางแอ่น เกรดเอ ราคา กิโลกรัมล่ะหลายแสนบาท ก็เป็นได้

ถ้ำ ไวกิ้ง เกาะพีพีเล

———————–

ผมโม้ เรื่องถ้ำไวกิ้ง ให้ลูกทัวร์ฟังตามตำรา พอหอมปาก หอมคอ ซึ่งผมเอง ก็ไม่รู้ว่า จริงเท็จ แค่ไหน ยังไง เขาว่ามายังไง ผมก็ว่าไปยังงั้น

มีมาดามคนหนึ่ง ทะลึ่งถามขึ้นมาว่า ถ้ำนี้น่าจะเกิดจากภูเขาไฟใต้ทะเลระเบิด ยู รู้มั๊ย ว่าเมื่อไหร่? แหม่มเล่นงานผมเข้าแล้วสิ. ผมรึ จะยอมเสียชื่อ ฉายา ณ.อันดามัน ผมตอบทันทีว่า ประมาณ 200 ล้านปีมาแล้ว แค่นั้นแหละครับ ฝรั่ง ฮากันครืน ยกหัวแม่โป้งให้ผม แล้วพูดว่า “You are very good guide”

ผมบอกคนขับให้พาไปที่แนวดำน้ำดู ปะการัง หน้าอ่าวต้นไทร เกาะพีพีดอน ลูกเรือ จัดเตรียม หน้ากากดำน้ำ ท่อหายใจ(Snorkel) ให้ลูกทัวร์ คนล่ะชุด พวกเขาไม่ต้องการเสื้อชูชีพ และตีนกบ ลูกทัวร์ของผมชุดนี้ ว่ายน้ำแข็งทุกคน ทั้งที่อายุมากแล้ว

แนวปะการัง หน้าอ่าวต้นไทร

——————————–

ผมปล่อยให้ว่ายน้ำดูปะการัง ประมาณ 20 นาที จึงเรียกขึ้นเรือ ขณะนั้นเวลาเที่ยงวันพอดี ผมถามพวกเขาว่าจะกินอาหารเที่ยงกันกี่โมง? เขาบอกว่าบ่ายโมง ผมบอกเขาว่า เรามีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงเราจะไปที่อ่าวต้นไทรกัน ใครจะขึ้นไปเดินเล่น หาซื้อของที่ระลึก หรือใครพอใจจะนั่งดื่มอยู่ในเรือ ก็ได้ตามอัธยาศัย ทุกคนตอบ OK.

อ่าวต้นไทร

———————–

            ไม่กี่นาทีต่อมา เรือก็มาจอดที่ชายหาดอ่าวต้นไทร หน้าโรงแรม พีพีคาบาน่า ลูกทัวร์ของผม เริ่มจัดการกับเบียร์บ้าง ยีนโทนิค บ้าง ที่จัดเตรียม มาจากภูเก็ต ส่วนผมบอกกับพวกเขาว่า จะขึ้นไปที่ร้านอาหาร ที่มองเห็นอยู่ใกล้ๆ เพื่อสำรองโต๊ะอาหารไว้ให้ แล้วพบกันที่นั่น ตอนบ่ายโมงตรง แล้วผมก็โบกมือ บ๊าย บาย see you.

ท่าเทียบเรือ อ่าวต้นไทร เกาะพีพีดอน

—————————————-

                ก่อนถึงร้านอาหาร ผมแวะเข้าห้องน้ำ ที่อยู่ติดกัน จ่ายค่าบริการไป 20 บาท ไม่ผิดครับ ถ้าท่านผู้อ่านมีโอกาส ไปเที่ยวเกาะพีพี และจำเป็นจะต้องใช้ห้องน้ำ ต้องเสียค่าบริการ ครั้งล่ะ 20 บาทน่ะครับ อย่าตกใจ จนขี้หด ตดหาย ก็แล้วกัน

            ออกจากห้องน้ำ ผมตรงไปร้านอาหาร บอกกับพนักงาน ว่าจองโต๊ะใว้ให้แขก 6 ที่ จะเข้ามาตอนบ่ายโมง สำหรับอาหาร แขกจะมาสั่งเองและจ่ายเอง ส่วนผมสั่งข้าวผัดซีฟู๊ด ให้กับตัวเองก่อนหนึ่งจาน รู้สึกหิวมาก เพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้ามา

            กินเสร็จ เช็คบิล ราคา 150 บาทครับ ที่โรงแรม พีพีคาบาน่า ไม่มีนโยบาย ให้ไกด์ กินฟรี และผมก็ไม่มีนโยบาย จะให้แขกจ่ายให้ด้วย ผมจึงต้องจ่ายเองครับ

ช๊อปปิ้ง ถนนหน้าโรงแรม พีพี คาบาน่า

—————————————-

        บ่ายโมงตรง ลูกทัวร์ของผมก็เข้ามาพร้อมกันที่ โต๊ะอาหาร ผมดูแลจนพวกเขาเริ่มกินอาหารกัน จึงขอตัวไปรอที่เรือ จนกระทั่ง บ่าย 2 โมง ทุกคนพร้อมอยู่บนเรือ ผมเริ่มขายยาต่อ ว่าจะพาไปดูลิง ที่หาดลิง (Monkey Beach) แหม่มคนเดิม ถามผมว่า ลิงพวกนั้นมาจากไหน ในเมื่อรอบๆเกาะ มีแต่ทะเล ผมยังไม่ทันได้ตอบ สามีแกตอบแทนผมขึ้นมาว่า ลิงพวกนั้นเกิดขึ้น หลังจากภูเขาไฟใต้ทะเล ระเบิดเมื่อ 200 ล้านปีมาแล้ว ฮากันครืนอีกครั้ง ผมเองยังกลั้นไม่อยู่ ตัวแหม่มเจ้าของคำถาม ค้อนผัว ควั๊บ ทำหน้าหงิกเชียว เอ้อ..ฝรั่ง นี่ค้อนเป็นเหมือนกันน่ะ

Monkey Beach

——————————-

            เวลาประมาณ บ่ายสองครึ่ง เราออกจากหาดลิง โบกมือลาเกาะพีพี ตัดตรงไปเกาะไข่ใน เพื่อเล่นน้ำ เป็นจุดสุดท้าย ของทริ๊ป ก่อนกลับภูเก็ต

เกาะไข่ใน

————————

            40 นาที ต่อมาเรือถอยหลังจอดเกยหาดที่เกาะไข่ใน เพื่อให้ลูกทัวร์ ลงเล่นน้ำ ขณะเวลานั้นเรือและนักท่องเที่ยวเยอะมาก จนผมมั่นใจว่าลูกทัวร์ผม คงอยู่ไม่นานแน่  และก็จริงดังคาด ไม่เกิน 10 นาที พวกเขาทยอยกลับมาขึ้นเรือ เราเสิร์ฟ ผลไม้เป็นของว่างอีกครั้ง และให้พวกเขานั่งเล่น อาบแดด อยู่ในเรือ อีก 15 นาที ผมบอกให้คนขับออกเรือ มุ่งหน้าเข้าหา Boat Lagoon Marina Phuket

โฉมหน้า ลูกทัวร์ ทริ๊ปนี้

—————————

        ก่อนเรือเทียบท่า มีลูกทัวร์คนหนึ่งกระซิบถามผมว่า เขาจะให้ทิ๊ป คนเรือ คนล่ะเท่าไหร่ดี ผมบอกไปว่า แล้วแต่ความพอใจของคุณ แต่ไม่ควรต่ำกว่า คนล่ะ 500 บาท

            เมื่อเรือเทียบท่าเรียบร้อย ขึ้นจากเรือครบทุกคน มีการกล่าวขอบคุณและจับมืออำลา ผมเห็นในมือคนเรือ มีแบงค์ สีม่วงคนล่ะใบ

            และแล้ว เราก็มาขึ้นรถออกจากท่าเรือ เวลา สี่โมง สี่สิบ กลับหาดลายัน ความจริงวันนี้ ผมมีแขกบุ๊ค ไปตกปลาที่ เกาะแวก ตอนห้าโมงเย็น อีกหนึ่งชุด ถ้าผมกลับไปทัน ก็คงได้อีก หนึ่งเด้ง แต่เมื่อเขามาส่งผมที่หาด พวกตกปลาก็ออกไปแล้ว

            มีการกล่าวขอบคุณ และ อำลากันตามธรรมเนียม พร้อมกับยัดม้วนกลมๆ ใส่มือผมมาด้วย เมื่อพวกเขากลับไปแล้ว ผมคลี่ออกดู พันห้า สำหรับ ทิ๊ป ก็ไม่เลว สำหรับ Private Speed Boat วันนี้.

บ้าน ชาง ซาไก อ.ชนบท 16,17,18,19 มค.53 จบทริปและกลับภูเก็ต

บ้าน ชาง ซาไก, 16 มค.53

    ระเบียงทางเดิน ระหว่างบ้านกับ สตูดิโอ ของเจ้าชาง เริ่มเป็นรูป เป็นร่าง คิดว่าเย็นวันนี้คงจะเสร็จ

เช้าวันนี้ แม่ยายเจ้าชาง ซื้อปลามาจากเพื่อนบ้าน ที่จับได้จากแม่น้ำชี น้ำหนักประมาณสัก 2 กิโลฯเศษ ชาวบ้านแถวนั้น เรียกกันว่า “ปลากระจอกหนู” ส่วนท้องถิ่นอื่นๆ หรือชื่อทางวิชาการ จะเรียกว่า อะไร..?  ผมไม่ทราบครับ ดูภาพประกอบ น่ะครับ ถ้าใครรู้ช่วย คอมเมนท์ มาด้วย จะได้เป็นวิทยาทาน

ปลา”กระจอกหนู”จากแม่น้ำชี อ.ชนบท

———————————————————————-

            ผมค่อนข้างมั่นใจว่า  คันทรี่ ดินเนอร์ ค่ำนี้ คงได้ลิ้มรสต้มยำปลาจากแม่น้ำชีแน่ๆ

—————————-

17-18 มค.53

        สองวันมานี่ เหตุการณ์ปกติ ผมนั่งๆ นอนๆ ติดตามข่าวความเคลื่อนไหว ของประเทศที่ได้ส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสพภัยแผ่นดินไหวในประเทศเฮติ รู้สึกหดหู่และเวทนา ผู้คนเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง ปกติชาวเฮติ อดอยากยากไร้อยู่แล้ว เมื่อต้องมาถูกภัยธรรมชาติ ซ้ำเติมเข้าไปอีก พวกเขาจะต้องทนทุกข์เวทนา อยู่กับความสูญเสียคนที่รัก สูญเสียทรัพย์สินสมบัติ ผจญกับความเจ็บป่วย และขาดอาหารประทังชีวิต

            หันกลับมาดูเขตแคว้นแดนสยาม นามประเทืองของเราบ้าง ภัยธรรมชาติ นั้นมีแน่ ฝนตก น้ำท่วม พายุพัด ครั้งใหญ่มากก็ สีนามิ แต่ก็ไม่เลวร้าย จนถึงกับเป็นมิคสัญญี สามารถฟื้นฟู บูรณะกลับมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว ข้าวปลา อาหาร ยังอุดมสมบูรณ์ ไม่ถึงกับอดอยาก จนตาย อยู่กันสบายจนเกินไป ไม่มีอะไรจะทำ ก็เลยชวนกัน ปั่นหัวคนโน้นที ยุแยงคนนี้ที ชวนกันไปชุมนุมที่โน่น ประท้วงที่นี่ สร้างความวุ่นวาย ไม่หยุด ไม่หย่อน มันต้องการสวรรค์ วิมานอะไรกันนักหนา รู้หรือเปล่าว่า ชาวบ้านเขาเอือมระอา ยิ่งกว่า เด็กช่างกล ยกพวกตีกัน ซ่ะอีก

            สงสารก็แต่ พี่น้อง ภาคเหนือ ภาคอีสาน บางคน บางกลุ่ม ที่ไปหลงคารม คนปักษ์ใต้ไม่กี่คน ไอ้พวกนั้นแม้แต่ถิ่นกำเนิดและญาติพี่น้องของมันเอง มันยังทรยศได้ แล้วพวกท่านคิดหรือไม่ว่า? เมื่อพวกนั้นได้สิ่งที่ต้องการแล้ว มันจะไม่ทรยศต่อพวกท่าน ที่ไม่ใช่ญาติโก โหติกา ของพวกมัน

            พี่น้องเอ๋ย คนปักษ์ใต้โดยสายเลือด ถึงจะเลวทรามต่ำช้าแค่ไหน ก็ไม่เคยทรยศต่อแผ่นดิน ถิ่นฝังรก และญาติพี่น้องของตัวเองหรอก

        แม้แต่พวก ที่วิ่งขึ้นเขาทางหลังบ้านผม ข้าง วค.นครศรีธรรมราช เมื่อ 14 ตุลาฯ พากนั้นก็ไม่เคยทำ

ผมเกิดมาโดยสายเลือดปักษ์ใต้แท้ๆ เกินครึ่งศตวรรษแล้ว ก็เพิ่งจะเห็น 3-4 คนนี่แหละ ท่านผู้ชม

—————————-

19 มค. 53

            มีฝนตกปรอย ปรอย มาตั้งแต่ย่ำรุ่ง กรมอุตุนิยมวิทยาของบ้านเราสมัยนี้ ค่อนข้างแม่นยำ เมื่อถูกยำครั้งใหญ่ หลังจากเกิดคลื่นยักษ์ สึนามิ ที่ อันดามัน ผมดูข่าวพยากรณ์อากาศ ทางทีวี เมื่อตอนหัวค่ำ ว่าภายใน 2-3 วันข้างหน้า จะมีพายุฝน ทางภาคเหนือ และอีสาน เตือนให้ประชาชน ระมัดระวัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่า ไหลหลาก  ตอนนั้นยังชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะขณะนั้นลมหนาวยังพัดแรงและอากาศยังหนาวมาก ไม่มีวี่แววว่าจะมีฝนได้ แต่พอมาเช้าวันนี้ ผมเริ่มมีความศรัทธาต่อ กรมอุตุนิยมวิทยาแล้วครับ

            พอสายหน่อย ฝนเริ่มหาย แต่ท้องฟ้ายังมืดครึ้ม จนกระทั่งบ่าย เจ้าชาง บอกว่าลูกสาว อยากไปดูนกกระจอกเทศ ที่ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น ผมจะไปด้วยหรือไม่? จะได้พาไปดู กล้วยไม้ป่าพันธ์ช้างกระ ที่ วัดป่ามัญจาคีรี  ผมตอบตกลงโดยไม่ลังเล

            เจ้าชาง ใช้ถนนสาย ชนบท-มัญจาคีรี ประมาณ 5 นาที ถึง ฟาร์มนกกระจอกเทศ อยู่ริมถนนตรงกันข้าม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีขอนแก่น นั่นเอง พวกเราเข้าไปดูนกกระจอกเทศไม่นาน เวลาเย็นมากแล้ว บรรยากาศครึ้มๆ เหมือนใกล้ค่ำ จึงรีบไปต่อ วัดป่ามัญจาคีรี

วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี่ขอนแก่น

——————————————————————-

นกกระจอกเทศ ที่คอก ตรงข้าม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี่ขอนแก่น

——————————————————————–

            วัดป่ามัญจาคีรี(วัดป่าโนนบ้านเค้า) อยู่ก่อนถึง อ.มัญจาคีรี ประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นแหล่งกำเนิด และเป็นสถานที่ อนุรักษ์   กล้วยไม้ป่าพันธ์ ช้างกระ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ตามต้นมะขาม, ต้นตะโก และ ต้นช้างกระ ซึ่งในหนึ่งปี จะมีให้เห็นเฉพาะช่วงเดือน มกราคมและกุมภาพันธ์เท่านั้น คล้ายๆ กับ ดอกบัวผุด ที่อุทยานแห่งชาติ เขาสก จ.สุราษฎร์ธานี

ศาลาทางเดินไปยังบริเวณที่มี กล้วยไม้ป่าพันธ์ “ช้างกระ”

——————————————————————–

—————————————————-

——————————————————————–

ภาพบางส่วนของกล้วยไม้ป่าพันธ์ “ช้างกระ”ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

———————————————————————

        สำหรับ ข้อมูลรายละเอียดต่างๆของ กล้วยไม้ป่าพันธ์ช้างกระ ท่านทั้งหลายคงหาได้ไม่ยาก จากเว็บไซต์ ต่างๆ น่ะครับ ส่วนผม ขอแค่เก็บภาพมาฝากครับ ซึ่งก็ไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่ เพราะอากาศไม่ดีเลย เราอยู่ที่ วัดป่ามัญจาคีรี จนเกือบมืดจึงได้กลับ บ้านเจ้าชาง

————————————

            วันที่  20 มค .53

ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ และผมมีแผนจะเดินทางกลับ ภูเก็ต ในวันที่  21  มค. นี้ จึงขอจบ ทริ๊ป ไป ขอนแก่น บ้าน ชาง ซาไก ไว้แค่นี้ แล้วพบกันใหม่ที่ ภูเก็ต สวัสดีครับ.

———————————————————————————–

“สวนคุณไก่”ตลาดต้นไม้(กุดกว้าง)ขอนแก่น, 15 มค.53

บ้าน ชาง ซาไก จ.ขอนแก่น, 15 มค..53

ไปขอนแก่น แวะตลาดต้นไม้ ที่กุดกว้าง

            วันนี้ผมตื่นแต่เช้า ออกมานั่ง จิบกาแฟ โต้ลมหนาว ที่ศาลาหลังบ้าน ซึมซับบรรยากาศ  วิถีชีวิตชนบท และเก็บภาพ ความงามยามอาทิตย์โผล่พ้นทิวไม้ ส่องแสงฝ่าสายหมอกยามเช้า  กระทบผิวน้ำ เกิดเป็นภาพที่ผมบรรยายไม่ถูกจริงๆ ท่านผู้อ่าน ชมความงามตามภาพที่ผมเก็บมาฝาก น่ะครับ

———————————————————————-

———————————————————————-

ทุกภาพ ไม่มีคำบรรยาย

—————————————————–

            ดูดซับ ดื่มด่ำบรรยากาศ เป็นที่พอใจ ออกไปหน้าบ้าน เห็น เจ้าชาง กำลังเกลาเสาไม้ สำหรับทำระเบียงทางเดิน ระหว่าง ตัวบ้านกับ ห้องบันทึกเสียง เพื่อเตรียมไว้ให้พวกช่าง ที่จะมาถึง ประมาณ 8 โมงเช้า รวมทั้งเพื่อนร่วมวงกับผมเมื่อคืน ที่กลับไปแบบ งึกๆ งักๆ คนนั้นด้วย (ไม่รู้ว่าจะมาทำงานไหวหรือเปล่า) ส่วน คุณน้ำหวาน เมียเจ้าชาง กำลังรดน้ำต้นไม้ ที่เพิ่งจะปลูกได้ไม่กี่วัน

เจ้าชาง เกลาเสาไม้ เตรียมใว้ให้ช่าง

——————————————————————–

            สายๆ ก่อนเที่ยง เจ้าชาง ชวนผมติดรถไปตัวเมือง ขอนแก่น เพื่อหาซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างบางอย่าง โดยใช้ถนนสาย มัญจาคีรี-ชนบท-บ้านไผ่-ขอนแก่น เพื่อไปห้างโกบอลล์ ที่จำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือก่อสร้างทุกชนิดเ จ้าชาง ยังไม่เคยไป เพียงรู้ว่า ตั้งอยู่บนถนนสายเดียวกับทางไปสนามบินขอนแก่น

ข้อความที่ท้ายรถคันนั้น บนถนนสาย บ้านไผ่-ขอนแก่น ท่านผู้อ่านเข้าใจเหมือนผมหรือเปล่า?

———————————————————————-

พอเข้าเขตตัวเมืองขอนแก่น ก็เกิดปัญหา  เมื่อหาป้ายบอกทางไปสนามบินไม่เจอ ต้องจอดรถ สอบถามชาวบ้านกันวุ่นวาย และเมื่อเข้าถนนสายนั้นได้จึงมองเห็นป้ายบอกทางเล็กๆ ซึ่งถ้าไม่สังเกตุจริงๆจะมองเห็นยากมาก

ตามความเป็นจริง สถานที่สำคัญ อย่างสนามบิน ควรจะมีป้ายบอกทางแผ่นโตๆ บนถนนสายหลักโน่น ไม่น่าเอามาซุกอยู่ในมุมอับอย่างนั้น  ปัญหานี้ ผมไม่แน่ใจว่า อยู่ในความรับผิดชอบของ อบจ.หรือ ทางหลวงจังหวัด ถึงอย่างไรก็ ขอฝากให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ช่วยปรับปรุง แก้ไขด้วยเถอะ  ขอนแก่นก็ใช่ว่า เป็นจังหวัดเล็กๆ ซ่ะเมื่อไหร่ ได้ชื่อว่า เป็น เมืองหลวงของ อีสานตอนบนเชียวน่ะ อย่าให้เรื่องแค่นี้ ต้องมาทำให้ อับอาย ขายหน้า คนต่างบ้าน ต่างเมืองเลย

พวกเราออกจากห้างโกบอลล์ มาเที่ยงกว่า รู้สึกหิวกันทุกคน ตอนแรกจะแวะหาข้าวกินกันที่ ห้างโลตัส แต่เมื่อไปถึง เห็นคนเยอะ ก็เลยเปลี่ยนใจ  คุณน้ำหวาน เมียเจ้าชาง เสนอให้ไปที่ ตลาดนัดต้นไม้ (กุดกว้าง) เพราะแกจะได้ หาซื้อต้นไม้ด้วย  เจ้าชาง ตกลงตามนั้น ส่วนผม ยังไงก็ได้ ไปไหน ไปด้วย ไม่ได้ช่วยสักบาท ฮ้า..

ตลาดนัดต้นไม้(กุดกว้าง) ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ขอนแก่น-โคราช ขาออก ไม่ไกลจากห้างโลตัส มีพื้นที่ ไม่ต่ำกว่า สิบไร่ ตามสายตาของผม มีร้านขาย ไม้ดอก ไม้ใบ ไม้ประดับ ไม้แคระ ไม้ใหญ่ ปาล์มฯลฯ ราคาตั้งแต่หลัก สิบบาท ถึงหลายๆ แสนบาท ผมสอบถามจากเจ้าของร้านคนหนึ่ง แกชี้ให้ดูบางต้น แล้วบอกผมว่า “อยู่ที่ กุดกว้าง ราคา 250,000 บาท แต่ถ้าไปถึง กรุงเทพฯ ราคาเกินล้าน” ผมฟังแล้ว กลืนน้ำลาย ฝืดคอเลยครับ

ต้นนี้แหละ ราคา 250,000 บาท

——————————————————

เจ้าชาง ขับรถ วนเวียนจนเจอร้านอาหารเล็กๆ ซึ่งมีอยู่ร้านเดียวในบริเวณนั้น ชื่อร้าน “ซำบายใจ” แต่ตกแต่งได้น่านั่ง เข้ากับบรรยากาศที่มีต้นไม้อยู่รอบๆ หน้าร้าน มี เคาเตอร์ สำหรับขาย ชา กาแฟ เครื่องดื่ม และน้ำหวานต่างๆ  เมนู ส่วนใหญ่เป็นอาหารจานเดียว แบบ ฝรั่งกินได้  เมื่อเราเข้าไปในร้าน เห็น ฝรั่ง แก่ๆ สองคน ผัวเมีย นั่งกินอาหารอยู่ก่อนแล้ว  ผมอดไม่ได้ที่จะทักทาย ตามความเคยชิน ของคนที่ ทำมาหากิน อยู่กับฝรั่ง คุยกันไป คุยกันมา พอรู้ว่า เป็นชาว สก๊อตแลนด์  มาเยี่ยมลูกชาย ซึ่งเป็นอาจารย์ อยู่ที่ ขอนแก่น และลูกสะใภ้ เป็นคนไทยอยู่ อ.บ้านไผ่ นี่เอง ผมถือโอกาสโม้เรื่องภูเก็ต ให้ฟัง และชวนไปเทียว ฝรั่ง บอกว่าจะหาโอกาส ไปสัมผัสความงดงามตามคำร่ำลือสักครั้ง

ร้านอาหาร”ซำบายใจ”

———————————————————————-

เสร็จภารกิจ อาหารมื้อนั้น ภายในเวลาไม่นาน ออกมาด้านนอก มองไปฝั่งตรงข้าม เห็นร้านขาย ไม้ดอก ไม้ประดับใหญ่โตกว้างขวาง ติดป้ายหน้าร้านว่า “สวนคุณไก่” คุณน้ำหวาน ตรงดิ่งเข้าไปเลย ตามธรรมชาติของผู้หญิง ที่เห็นดอกไม้เป็นไม่ได้ ผมกับเจ้าชาง จึงต้องเดินตามไป ตามระเบียบ แต่ก็ไม่ผิดหวัง เมื่อได้เข้าไปสัมผัสกับความสวยงาม หลากหลายของพรรณไม้นานา ชนิด ทั้งไม้ดอก ไม้ใบ การจัดสวนที่ดี ทำให้เพลิดเพลิน ผ่อนคลายได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คุณไก่” เจ้าของร้าน น่ารัก ใจดี มีมนุษย์สัมพันธ์เยี่ยม และที่สำคัญ ให้เกียรติ ยอมถ่ายรูปกับผมเป็นที่ระลึกด้วย แฮ่…

หน้าร้าน”สวนคุณไก่”

———————————————————————

ภายในร้าน”สวนคุณไก่”

———————————————————————-

คุณน้ำหวาน ภายใน ร้านต้นไม้”สวนคุณไก่”

———————————————————————

คุณไก่ ให้เกียรติ ถ่ายรูปกับ”ชำนาญ ณ.อันดามัน”ครับ

อ้อ..ติดต่อ สอบถามเรื่องต้นไม้ กับคุณไก่ได้ ที่ โทร: 085-0009342 ครับผม

———————————————————————

ผมจึงต้องให้เครดิต “คุณไก่” โดยการเขียนถึงและลงภาพให้หลายภาพ รวมทั้งภาพที่ถ่ายกับผมด้วย (แต่ก็เสียวๆว่าแฟนคุณไก่ จะหึงเอาเหมือนกัน แฮะ..แฮะ..) ถ้าหากใคร อยู่จังหวัดขอนแก่น หรือใกล้เคียง สนใจ จะแวะชม หรือจะหาซื้อ ไม้ดอก ไม้ใบ ไม้ประดับ เชิญที่ร้าน “สวนคุณไก่” ภายใน ตลาดนัดต้นไม้(กุดกว้าง) และบอกกับ “คุณไก่” ว่าอ่านพบจาก บทความของ “ชำนาญ ณ.อันดามัน เขียน” จะได้ลดราคาไม่มากก็น้อยครับ

เราอยู่ที่ร้านคุณไก่ นานพอสมคาร (เพราะเจ้าของร้าน น่ารัก ) จึงได้เดินทางกลับ อ.ชนบท โดยมีต้นไม้จากร้าน คุณไก่ ติดมือ คุณน้ำหวาน มาหลายต้น

ถึงบ้าน ชาง ซาไก อ.ชนบท จ.ขอนแก่น,14 มค.53

ถึงบ้าน ชาง ซาไก อ.ชนบท

   เมื่อคืน เจ้าชาง พาครอบครัว กลับที่พัก ประมาณ 4 ทุ่ม เหลือผม กับ คุณเล็ก ถูกเจ้าป๋อง พาไปทำเพลงต่อ อีกสองที่ จนผมจำไม่ได้ว่าเป็นที่ไหนบ้างและเพลงจบยังไง น่าจะหลังเที่ยงคืนนั่นแหละ เจ้าป๋อง จึงได้ส่งผมกลับโรงแรม

            เจ้าชาง ปลุกผม ตีห้า บอกว่าได้เวลา ออกเดินทางไปขอนแก่น ผมลุกขึ้นมา แบบ งึกๆ งักๆ  รีบทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ ออกมาที่ลานจอดรถ ซึ่งเจ้าชาง กับครอบครัวรออยู่แล้ว  ด้านนอก ลมพัดแรง อากาศหนาวมากสำหรับคนอยู่ภูเก็ตอย่างผม ที่ไม่เคยมีหน้าหนาว

            เจ้าชาง ใช้เส้นทาง ลพบุรี-สระบุรี-โคราช เพื่อจะแวะซื้อไม้ บางประเภท ที่ อ.สี่คิ้ว 7 โมงกว่า หมอกหนามาก จนไม่เห็นแสงแดด ออกจากร้านขายไม้ เดินทางต่อ ช่วงนี้ เจ้าชาง ใช้ถนนสาย สี่คิ้ว-ชัยภูมิ แวะปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่ อ.ด่านขุนทด เพื่อเข้าห้องน้ำ และกินอาหารเช้า ออกจากปั๊มน้ำมัน มุ่งหน้า ชัยภูมิ ผ่าน ปากทางเข้า วัดบ้านไร่ ของ หลวงพ่อคูณ เสียดายไม่ได้แวะ คงจะต้องหาโอกาส มาแวะกราบนมัสการ สักครั้ง

            เจ้าชาง ขับผ่าน ตัวเมืองจ.ชัยภูมิ ตรงไป อ.แก้งคร้อ ก่อนเข้าตัวเมือง แก้งคร้อ เลี้ยวขวา  มุ่งไป อ.มัญจาคีรี-อ.ชนบท-อ.บ้านไผ่ เจ้าชางบอกว่า ย่นระยะทางและเวลากว่า ใช้เส้นทาง สาย โคราช-อ.พน-อ.บ้านไผ่-อ.ชนบท มากทีเดียว

            ประมาณ 10 โมงเช้านิดหน่อย เราก็มาถึง บ้าน ชาง ซาไก ที่บ้าน ท่านางเลื่อน ริมแม่น้ำชี อ.ชนบท มีญาติๆ เมีย เจ้าชาง มาทักทาย ต้อนรับผมหลายคน ทั้งที่ผมเคยรู้จักและไม่เคยรู้จัก

            บ้านเจ้าชาง เป็นบ้านไม้ กึ่งทรงไทย ใต้ถุนสูงนิดหน่อย หันหน้าบ้านไปทาง ทิศตะวันตก ติดถนนซอย ใกล้แม่น้ำชี เพิ่งจะขึ้นบ้านใหม่เมื่อปลายปี 52 นี่เอง ยังต้องปรับปรุง และตกแต่งอีกมาก ส่วนห้อง บันทึกเสียง หรือ สตูดิโอ ก็เพิ่งจะเป็นรูป เป็นร่าง ตามสายตาของผม ยังต้องใช้เงินและเวลาอีกไม่น้อย

            หลังบ้าน ทิศตะวันออก สร้างเป็นศาลากึ่งทรงไทยเช่นกัน ติดบึงน้ำขนาดใหญ่ ช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า สวยงามมาก บรรยากาศและกลิ่นอายของวิถีชีวิตชนบท ยังคงสภาพสมบูรณ์ เป็นมุมหนึ่งของบ้าน ที่เหมาะกับการทำงานด้านการประพันธ์ และผมก็ได้มุมนี้ บันทึกเรื่องราวการเดินทาง ทริปนี้ 

 

ศาลา หลังบ้าน เจ้าชาง, ภาพนี้ ถ่ายตอนเช้ามืด

—————————-

มุมทำงานของ ชาง ซาไก

———————————————————————

วิถีชนบท ยามเช้ารีบมาตักน้ำไปใว้ใช้ที่บ้านและใว้ให้วัวได้กิน

————————————

        ตกย่ำค่ำ พ่อตา แม่ยาย ญาติๆ ฝ่ายเมียและเพื่อนบ้านของ เจ้าชาง ต่างอุ้ม กะติ๊บ ข้าวเหนียวใบเขื่องๆ รวมทั้ง กับข้าวมาที่บ้าน เจ้าชาง คนล่ะอย่าง สองอย่าง เพื่อเป็นการเลี้ยงต้อนรับผม ผู้ซึ่งเป็น อาคันตุกะต่างแดน ความจริงผมก็ไม่ใช่คนแปลกหน้ามาจากไหน เคยมาที่นี่ ก็หลายครั้ง และหลายคนที่นี่ ก็เคยไปบ้านผม ที่ภูเก็ต แต่ธรรมเนียมปฏิบัติ การต้อนรับคนจากต่างถิ่น และความมีน้ำใจของตนที่นี่ ก็ทำให้ผู้มาเยือนประทับใจเสมอ

คันทรี ดินเนอร์ ต้อนรับ ชำนาญ ณ.อันดามัน ที่บ้าน ชาง ซาไก

—————————————————————-

            บรรยากาศ คันทรี่ดินเนอร์ ของค่ำนี้ เอร็ดอร่อย สนุกสนาน ตรึกครื้นและชื่นมื่น เป็นอย่างมาก ต่างผลัดเปลี่ยนกันพูดคุยกับผม ซักถามอาการป่วยของคุณพ่อ และความเป็นอยู่ของผมที่ภูเก็ต บางคนที่เคยไปสัมผัสภูเก็ตมาแล้ว ก็เล่า ประสพการณ์ให้คนอื่นฟัง ซึ่งก็หนีไม่พ้น เรื่อง ได้เห็นฝรั่งแก้ผ้าอาบแดดที่ชายหาด อันเป็นประสบการณ์ ที่ยิ่งใหญ่ ครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา และเมื่อเล่าถึงตอนสำคัญ ก็จะอ้างผมเป็นพยาน เพื่อให้เรื่องมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือ ผมก็ฉลองศรัทธา ต่อเติมเสริมแต่งในบางตอน เป็นที่สนุกสนาน ครึกครื้น ม่วนหลาย ไป ตามๆกัน

            เวลาผ่านไป สามทุ่มเศษ ทุกคน อิ่มหนำสำราญ ต่างทะยอยแยกย้ายกันกลับบ้าน เจ้าชาง แต่งเพลงอยู่หลังบ้าน วงดินเนอร์ จึงเหลือผม กับเพื่อนบ้านอีกคน ที่เคยไปบ้านผมที่ภูเก็ต  นั่งเป็นเพื่อนคุยกับผม ปกติแก เป็นคนที่นานๆ จะดื่มสักครั้ง แต่คืนนี้ดื่มมากเป็นกรณีพิเศษ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงตอน ที่แกขอตัวกลับบ้าน เล่นเอาแกเดิน งึกๆ งักๆ ชึกๆ ชักๆ จนผมเป็นห่วงว่า เมื่อถึงบ้าน แกจะโดน อัก อัก หรือเปล่า ผมรู้มาว่ามียแกดุซะด้วย ผมทำได้แค่ภาวนาให้แกโชคดี

ไปขอนแก่น บ้าน ชาง ซาไก

ผมหาย หน้า หายตาไปหลายวันครับ ไม่ได้เจ็บไข้ ได้ป่วย อะไรหรอก แต่ชีพจรลงเท้าครับ

สาเหตุ เนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 7 ม.ค.53 คุณพ่อของผม ป่วยกะทันหัน เข้ารับการรักษาตัวที่ โรงพยาบาล มหาราช นครศรีธรรมราช ผมจึงต้องตีด่วน เข้าเมืองคอนฯ แต่ก็ยังช้ากว่าพวก น้องๆของผมที่อยู่กันไกลๆ ทั้ง 4 ทิศ ส่วนผมอยู่แค่ภูเก็ต  ใกล้ที่สุด แต่มาถึงหลังกว่าใครเขาหมด ให้มันได้ยังงี้ สิ พี่คนโต

            หลังจากที่ คุณพ่อ อาการดีขึ้น หมอให้กลับไปพักฟื้น ที่บ้าน น้องๆ ของผมต่างก็แยกย้ายกันกลับ บ้านใคร บ้านมัน เพื่อไปทำงาน ทำการ กัน ตามภาระ หน้าที่

            ส่วนผม นาย ชำนาญ ณ.อันดามัน ผู้ที่ไม่มี งานการ เป็นชิ้นเป็นอัน ถูกเจ้าน้องชาย คนที่ 3 ชื่อ ชาง ซาไก (ชื่อจริง นพพร ชูสุวรรณ) ขอเชิญ แกมบังคับ ให้ไปบ้านเขาที่ จังหวัดขอนแก่น ด้วย นัยว่า ให้ไปช่วยดู การสร้าง ห้องบันทึกเสียง หรือ สตูดิโอ ที่ตั้งใจลงทุนสร้างเป็นของตัวเองเสียที หลังจากที่ ยืมจมูกคนอื่นเขาหาใจ มาหลายปี

ชาง ซาไก กำลังแต่งเพลงให้ สีเผือก ด่านเกวียน

            อันว่าเจ้า ชาง ซาไก นั้นเป็น นามปากกา ที่ใช้ทำมาหากิน เป็นอาชีพ โปรดิวเซอร์  ประเภท แต่งเพลง ทำนองเพลง แต่งเสียงดนตรี อะไร ประมาณนี้ ให้กับนักร้องดังๆ เช่น หนู มิเตอร์, หลวงไก่,บ่าววี. ป๋อง ณ.ปะเหลียน, อ้อย กะท้อน,บิว กัลยาณี ฯลฯ และอีกหลายๆ คน ในสังกัดค่ายเพลง ใหญ่ๆ  อย่าง อาร์.สยาม,รถไฟ ดนตรี ฯฯฯ  เอ๊ะ..! นี่ คุยมาก จนเว่อร์ แล้วน่ะ, เออ..ยูเทิร์นกลับ ก็ได้

            เจ้า ชาง ซาไก เป็นเขย อีสาน บ้าน ขอนแก่น หลายปีแล้วครับ ( ตอนแต่งงานผูกข้อมือ ผมเป็นพ่อใหญ่ ฝ่ายเจ้าบ่าวด้วย  โก้ซ่ะไม่มีหล่ะ) จึงได้ไปลงเสาหลัก ปักลงฐาน สร้างบ้านช่อง ห้องหอ อยู่ใกล้บ้าน พ่อตา ที่ อ.ชนบท (ขออภัยทุกท่าน ผมได้ยินครั้งแรกไม่เชื่อว่าใน ประเทศไทย มีชื่อบ้านนอก แบบนี้จริงๆ) ใกล้ๆ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น  นั่นแหล่ว…เด้อ..หมู่เฮ้า..

            เป็นอันว่า “เรา” หมายถึง เจ้า ชาง, เมียของเขา, ลูกสาวอายุ 2 ขวบเศษ ของเขา, และ ผม รวมเป็น 4 ชีวิต  ออกเดินทางจาก บ้านพ่อ นครศรีฯ ประมาณเวลา 08:30 เช้า ของวันที่ 12 ม.ค. 2553 จุดหมายแรก คือ จ.ลพบุรี ที่เจ้า ชาง บอกว่า มีนัดสำคัญ ในวันรุ่งขึ้น

            ผมกับเจ้า ชาง ผลัดเปลี่ยนกัน ขับ (รถของเจ้า ชาง ครับ)  ถึง จ.ลพบุรี ประมาณ 4 ทุ่ม ของคืนวันนั้น  ใช้เวลาเดินทาง 13 ชั่วโมงเศษ นับว่าค่อนข้างเร็ว เหมือนกัน  เจ้าชาง พาเข้า ที่พักประจำ ของเขา เป็นโรงแรมเล็กๆ เงียบ แต่มีคลาส แถวชานเมือง แต่ไม่ห่างจาก ตัวเมือง ลพบุรี มากนัก และไม่ไกลจากที่นัดหมาย ในวันรุ่งขึ้น

———————————–

วันที่ 13 ม.ค.53 

            ตอนสายๆ เจ้าชาง ทิ้งลูกกับเมียใว้ที่ โรงแรม แล้วพาผมไปที่ นัดหมาย คือห้องบันทึกเสียง หรือ สตูดิโอ ของ ป๋อง อัครินทร์ (ซึ่งรู้จัก คุ้นเคย กับผมเป็นอย่างดี มาก่อน ) เพื่อ บันทึกเพลงเป็น “ไกด์ไลน์” หลายคน อาจจะงงๆ ว่ามันคือ อะไร แล้วผมจะเล่า ให้อ่าน ติดตามต่อไป ครับ

            สำหรับ ป๋อง อัครินทร์ เป็นคนสำคัญมากๆ อีกคน ในวงการ เพลง ลูกทุ่งเพื่อชีวิต ของไทยในยุคนี้ เขา อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จ ของนักร้องดังๆ หลายคนเหมือนกัน โดย เฉพาะกับ บ่าววี  ที่มีอาชีพ เป็นทหาร อากาศ อยู่ที่ จ.ลพบุรี แต่มีใจรักการเป็นนักร้อง ได้ ป๋อง อัครินทร์ คนนี้แหละ ทั้งผลัก ทั้งดัน จนโด่งดัง

ป๋อง อัครินทร์

            เรามาถึงบ้าน เจ้า ป๋อง เกือบเที่ยง ปรากฎว่า เจ้า ป๋อง ยังไม่ตื่น ฟังแม่ยาย บอกว่า กลับมาจากกรุงเทพฯ ตี 3 แล้วเหมือนกัน เราจึงต้องแกร่วรอ จนกระทั่ง บ่ายโมงเศษ จึงได้เข้า สตูดิโอ เพื่อลงมือ ทำ”ไกด์ไลน์” ให้กับนักร้องคนใหม่ ซึ่งตอนนี้ ยังรับจ้างเล่น ดนตรีในร้านอาหาร อยู่ที่ ภูเก็ต โน่น แต่มีใจรัก และอยากดัง เหมือนคนอื่นๆ และถ้าไม่มีการขัดข้องทาง เทคนิค ใดๆ คงจะได้ฟัง ผลงานกัน ในอีกไม่นาน

            ช่วงที่ทั้งสองคน เขาสุมหัวกัน “ทำเพลง” อยู่นั้น ผมนั่งๆ นอนๆ อยู่ใน สตูดิโอ เก็บข้อมูลและคิดพล๊อตเรื่อง เพื่อจะเขียนเล่าให้ พรรคพวก พี่น้อง ได้อ่านใว้ประดับความรู้ ถึง วิธีการและขั้นตอน การทำงานของ “โปรดิวเซอร์” เท่าที่ สติปัญญา แค่หางอึ่ง ของผม พอจะถ่ายทอดได้ ท่านๆ อ่านแล้ว รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ก็ต้อง ขออภัยน่ะครับ

เก็บภาพ เป็นที่ ระลึก กับมือ โปรฯ

————————————–

ขั้นตอน การ “ทำเพลง” ของ “โปรดิวเซอร์”

          ขั้นตอนแรก ผู้ประพันธ์ หรือ ผู้แต่งเพลง ทำการแต่งเนี้อร้อง และทำนองเพลง ให้เหมาะสมกับยุคสมัย หรือ ตามที่ตลาดต้องการ และต้องให้เข้ากับ คาเร็คเตอร์ ของนักร้องด้วย ไม่ใช่ว่า แต่งเนื้อร้อง ทำนองเป็นเพลงสตริง ให้นักร้องเพลงเพื่อชีวิต เอาไปร้อง ก็จอดไม่ต้อง เกิดสิครับ

            ต่อจากนั้น ก็นำไปเข้าห้อง บันทึกเสียง หรือ สตูดิโอ เพื่อร้องเป็น “ไกด์ไลน์” พร้อมทั้ง บันทึกเสียงเครื่องดนตรี แต่ล่ะชิ้นลงไปด้วย  ขั้นตอนนี้ จะใช้ ความสามารถ มหัศจรรย์ ของคอมพิวเตอร์ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เสียงกลอง,กีต้าร์,เบส,ออร์แกน,เครื่องเป่า,ระนาด,ฉิ่ง,ฉาบ ฯลฯ  และสาระพัดเสียงที่มีอยู่ในโลกนี้  ใส่เข้าไป ไม่พอใจ ไม่ถูกใจ ตรงใหน ท่อนใหน ลบทิ้ง จัดการ ใส่เข้าไปใหม่ จนแน่ใจว่า ไพเราะ เพราะพริ้ง สะดิ้งแด้ว แล้วนั่นแหละ จึงจะทำการ บันทึกใว้ ที่พวกเขาเรียกกันสั้นๆว่า “เดโม” หรือ “เดโมวิชั่น”

            ขั้นตอนต่อไป เป็นหน้าที่ของนักร้อง จะต้องหัดร้องตาม “เดโมฯ” ที่ “โปรดิวเซอร์”  ทำไว้แล้วนั้น

ให้ได้จังหวะ,ทำนอง,น้ำเสียง,และลูกคอ ให้ได้”ฟีลล์” ตามที่ “โปรดิวเซอร์”กำหนดมา มันเป็นขั้นตอนที่ไม่ง่ายเลย แต่ถ้าผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ เท่ากับว่าประสพความสำเร็จไปแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์

            สำหรับนักร้อง ที่มีความสามารถมาก พรสวรรค์สูงๆ เพลงก็ออกมาดี ฮิตติดตลาด ดังระเบิดเถิดเทิง ภายในเวลาอันรวดเร็ว  ส่วนนักร้องที่ไม่ค่อยได้เรื่อง ทั้งๆที่ เนื้อหาของเพลงดี ทำนองดี ดนตรีดี  แต่พอวางแผงจำหน่าย กลับขายไม่ออก ทั้งๆที่ทุ่มเงิน อัดโปรโมทต์ โฆษณา เต็มที่ แต่ก็ยังไม่ได้เกิด แบบนี้จะไปโทษดวงอย่างเดียว ก็ไม่ได้ จริงใหม ท่านผู้ชม ?..

            ขั้นตอนต่อไป (ตอนที่เท่าไหร่ช่างมันเถอะไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์) เมื่อนักร้อง ร้องได้ถูกต้อง ตามที่ “โปรดิวเซอร์” กำหนดและเป็นที่พอใจแล้ว จัดการส่งเข้าโรงงาน ปั๊มเป็น ซีดี ออกขาย..!?.ยัง…ยังครับท่านผู้ชม จะขายได้ยังไง ในเมื่อ เสียงกลอง,เสียงเครื่องดนตรี ทุกชิ้น ยังเป็นเสียงจาก คอมพิวเตอร์ อยู่เลย ปั๊มออกไปขาย มันก็กลายเป็น “คาราโอเกะ มิดี้” ไปเท่านั้น,  เออ..แล้วเขาทำยังไงต่อไป บอกมาเร็วๆ เขียนยืดเยื้อ อยู่ได้ ประเดี๋ยว พัด…..ซ่ะนี่ .! ใจเย็นๆ พี่น้อง ติดตามอ่านต่อไป.

———————————

  การจะทำเพลง ไม่ให้เป็น “คาราโอเกะ มิดี้” มันก็ต้องมีเสียง เครื่องดนตรี เล่นกันสดๆ อัดลงไป

เมื่อสมัยก่อน “โปรดิวเซอร์” จะต้องหอบหิ้ว “เดโมฯ” พร้อมกับนักร้อง ไปตามห้องอัดเสียงใหญ่ๆ ที่มีเครื่องดนตรี หลากหลาย มีนักดนตรี มืออาชีพ ชุมนุมอยู่ เพื่อจะได้ร้อง และเล่น กันสดๆ แล้วจัดการบันทึก เพื่อจะได้ทำแผ่น มาสเตอร์ ต่อไป แต่มันเป็นเรื่อง ยุ่งยาก ปัญหามาก เสียค่าใช้จ่ายมาก สมมุติ ว่า วันนัดบันทึกเสียง บังเอิญ มือกลอง ท้องเสียกะทันหัน ไม่มีแรงตีกลองขึ้นมา ก็เป็นอันว่า วันนั้น จบเห่ อัดไม่ได้ เสียเวลาเปล่า

            แต่สมัยนี้ เทคโนโลยี ก้าวหน้า ไม่ต้องรอ ให้นักดนตรี พร้อมหน้าก็ได้ “โปรดิวเซอร์” เอาแผ่น “เดโมฯ” ใส่กระเป๋า นัดมือกลอง ไปเจอกันที่ สตูดิโอ อัดเสียงกลองอย่างเดียวก่อน เสร็จเรียบร้อยค่อยนัด นักดนตรีคนอื่นๆ ตามความสะดวก  หรือ บางเพลง ที่มีเสียง ปี่ชวา “โปรดิวเซอร์” ก็เหน็บ “เดโมฯ” ไปหา มือปี่ ชวา ที่ นครศรีฯ จัดการเป่า อี้แอ่..อี้แอ่..บันทึกกันที่ เมืองคอนฯ โน่น ทำแบบนี้ พวกเขาเรียกกันว่า “บันทึกไลน์”   ถ้าฟังแล้ว  “ไม่โดน”   ก็สามารถ ดัดแปลง แก้ไข บันทึกทับ ลงไปใหม่ได้  เหมือนการเขียน “บล็อก”นั่นแหละ ท่านผู้ชม

          ต่อไป ก็เป็นการ แก้เพี้ยน  ( Edit ) หมายถึง ฟังเสียงร้องแล้ว ยังไม่เข้ารูป เข้ารอย ในบางตอน ก็ให้นักร้อง ร้องทับลงไปใหม่ จนเป็นที่ ถูกต้อง พอใจ

          แก้เพี้ยน เสร็จ ก็ต้องปรับแต่ง ผสมเสียง ( Mix down ) ให้เสียงร้อง กับเสียง ดนตรี ผสม กลมกลืนกัน ซึ่งต้องใช้ ประสพการณ์ และความชำนาญ อย่างมากเช่นกัน

            เอาหล่ะ ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เปิดฟังแล้ว เป็นที่พอใจอย่างมาก ถ้าวางแผงเมื่อไหร่ “โดน”  ใจผู้ฟัง ดังทันที,  ต่อไป เป็นขั้นตอน สุดท้าย

          ขั้นตอนสุดท้าย เป็นขั้นตอน ที่น่ากลัวมาก คือการทำแผ่น มาสเตอร์ (Mastering) เสร็จสิ้นขั้นตอนนี้ พวก ผีผี พร้อมจะออก อาละวาด Copy เป็นแผ่นผี ขาย 3 แผ่น 100 ได้ทันที น่ากลัวจริงๆ

            เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ ส่งเข้าโรงงาน ปั๊ม เป็นแผ่น ซีดี จัดการ ทำปก ยัดใส่กล่อง  แต่..ชาวบ้าน ก็ยังไม่ได้ฟังอยู่ดี (นอกจากแผ่นผี) เพราะทางฝ่าย บริษัท จัดจำหน่าย หรือค่ายเพลง เขาจะต้องดู ตลาดก่อน ว่าจะวางแผงจำหน่ายได้ช่วง ไหน ถ้ากระแสเพลง ของนักร้องคน อื่นๆ ยัง ท๊อปฮิต ติด ตลาดอยู่ ก็ต้องรอให้ ซาๆ ลงก่อน นั่นแหละ เขาจึงจะวางแผงขาย ให้ ชาวบ้าน ชาวช่อง ควักกระเป๋า ซื้อหาไปฟังกัน

            เห็นไหม ล่ะครับ ท่านผู้ชม เพลงที่เราจะได้ฟังกันแต่ล่ะเพลง มันมีขั้นตอน หยุมหยิม มากมาย นักร้องหน้าใหม่ หลายคน ที่ไม่มีใจรัก อยากดังจริงๆ ก็ต้อง ม้วนเสื่อ กลับบ้าน ไปทำนา, กรีดยาง  หลายคนมาแล้ว

ผมเขียนเอง ยังหนักใจแทน แล้วท่านผู้อ่าน รู้สึกอย่างไร บ้างครับ? คอมเม้นต์ มาคุยกันบ้าง น่ะครับ และถ้ายังไง ก็อย่าซื้อแผ่นซีดี ผีผี เลยน่ะครับ.

เป็นอันว่า ตั้งแต่ บ่าย มาจนถึง 2 ทุ่ม ชาง ซาไก กับ ป๋อง อัครินทร์  ทำ “เดโมฯ” เสร็จไป 2 เพลง ส่วนผม กับมือ กีต้าร์ ของ อ้อย กะท้อน และ คุณเล็ก นักดนตรี จากค่ายทหาร ลพบุรี ทำเสร็จ ไป 2 กลม เหมือนกัน ฮ้า..ฮ้า.

แล้วก็ใช่ว่า จะแยกย้ายกันกลับ ทาง “โปรดิวเซอร์” ทั้งสองคนเขาตกลงกันว่า จะพากันไปทำ “เดโมฯ” ต่อที่ร้านข้าวต้ม ในตลาด ลพบุรี  ผมยังนึกไม่ออกว่า จะทำเพลงแนวไหนกัน ที่ร้านข้าวต้ม.

ติดตาม อ่าน ตอนไปอยู่บ้าน ชาง ซาไก ที่ อ.ชนบท ขอนแก่น เร็วๆ นี้ครับ

         ————————————————

เมื่อ นายชำนาญ เป็น ลูกศิษย์ แป๊ะกง

 

ลูกศิษย์แป๊ะกง=400x300

      เรื่องนี้ไม่ได้เล่า ให้ใครเชื่อหรือไม่เชื่อ ศรัทธาหรือไม่ศรัทธา เพียงเล่าให้อ่านเรื่อง ตกกระได พลอยโจน ของผมเท่านั้นเอง  แต่สำหรับผม ถึงอย่างไรก็ยังเชื่อคำพูดของคนโบราณ อยู่บ้างว่า “ไม่เชื่อจงอย่าลบหลู่” สำหรับท่านผู้อ่าน โปรดใช้ วิจารณญาณ เอาเองน่ะครับท่าน

            เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 52 ที่ผ่านมา ผมอยู่ที่ โรงขายทัวร์ หาดลายัน ช่วงตอนเย็น ได้รับการชักชวนจาก พรรคพวก ให้ไปร่วมพิธี ทรงเจ้า แป๊ะกง อันเป็นเทพเจ้า ตามความเชื่อของคนจีนมาตั้งแต่โบราณ เป็นการเชิญมาเพื่อ ดูโชคชะตา และเสริมดวงให้กับผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใส ต่อ เทพแป๊ะกง องค์นี้

            ตอนแรกที่ได้รับ โทรศัพท์ ผมตอบปฏิเสธ ด้วยเหตุผล ความไม่สะดวกหลายประการ จนเวลาผ่านไป เกือบ สองทุ่ม พวกก็โทรมา คะยั้น คะยออีก  จนผมทนตื้อไม่ไหว จึงต้องตอบ ตกลงว่าจะไป แต่จะอยู่ร่วมพิธีด้วยไม่นาน

            ผมออกจาก หาดลายัน มาถึงบ้านที่จะทำพิธีทรงเจ้าในเมืองภูเก็ต ประมาณ สามทุ่ม เศษ ขณะที่ผมมาถึง เขาจัดเตรียมสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องเซ่นไหว้ อัญเชิญเทพเจ้า ทุกอย่างพร้อมสรรพเพียงแต่รอฤกษ์ และเจ้าภาพ ที่กำลังเดินทางมาจากโรงแรมที่พัก ในตัวเมือง ภูเก็ต เท่านั้น

            ผมได้รับการทักทายจาก ร่างทรง หรือคนทรงเจ้า ด้วยความยินดี และแล้ว..เรื่องเล่าเรื่องนี้ก็เกิดขึ้น เมื่อคนทรงเจ้า ขอร้องให้ผมช่วยเป็น ลูกศิษย์แป๊ะกง ในการประทับทรงคืนนี้ ผมตกใจ ร้อง เฮ้ย.. ใจหายวาบ ผมนึกในใจ ซี้เลี้ยว แหงๆ รีบปฏิเสธ ว่า “เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เข้าใจ และไม่มีประสพการณ์ในเรื่องนี้”

            ด้วยความ สัตย์จริง พี่น้องเอ๋ย ผมมาอาศัย ทำมาหากินอยู่ ภูเก็ต 25 ปีแล้ว ก็จริงอยู่ แต่ผมไม่เคย ถือศีล กินเจ กับเขา แม้แต่สักวันเดียว เทศกาล ถือศีล กินผัก กินเจ แต่ล่ะปี คนภูเก็ต ทั้งเชื้อสายจีน ทั้งไม่จีน ไป อ๊าม ไหว้พระ สวนมนต์ กินอาหารเจ กันทุกคน ส่วนตัวผม กินปลา กินหมู กินไก่ ตามปกติ และไม่เคย เข้าร่วมพิธีกรรมอะไร กับเขาสักอย่าง แล้วอยู่ๆ จะให้ผม ไปเป็น ลูกศิษย์ แป๊ะกง ท่านจะได้หักคอผม ซ่ะปะไร ไม่เอาด้วยหรอก

            แต่ ทางร่างทรง ก็ยังยืนยัน ที่จะให้ผมเป็นลูกศิษย์ แป๊ะกง ให้ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีคนอื่น ที่เหมาะสม กว่าผมอีกแล้ว สำหรับการทรงในคืนนี้ ผมถามร่างทรงว่า ผมเหมาะสมยังไง? ร่างทรง บอกว่า แป๊ะกง ท่านชอบกินเหล้า และชอบให้ลูกศิษย์ กินด้วย ผมจึงเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด ที่จะเป็น ลูกศิษย์แป๊ะกง ..ฮ้า.ฮ้า..เป็นยังงี้ นี่เอง ผมถึงบางอ้อ แล้วครับท่านผู้ชม ถึงว่า ผม สังเกตุ เห็น รีเจนซี่ ขวดใหญ่ วางอยู่บนโต๊ะ พิธีด้วย แบบนี้ เทพ กับ ลูกศิษย์ บาปหนา อย่างผม น่าจะพอไปกันได้ ฮิ ฮิ..

           ผมยังมี ข้อกังขา เรื่องภาษา ที่ใช้สื่อ ระหว่าง ผม กับ แป๊ะกง และคนอื่นๆ ตามความเข้าใจของผมต้องเป็น ภาษาจีนแน่ๆ ซึ่งหูผมไม่กระดิกแม้แต่คำเดียว ร่างทรง บอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น มีคนแปลอยู่ที่นี่แล้ว และลูกศิษย์ อย่างผมก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ภาษาจีน เพราะผมมีหน้าที่ แค่ รินเหล้า รินน้ำชา จุดบุหรี่ หยิบหมากพลู ส่งให้ แป๊ะกง เท่านั้น ซึ่ง แป๊ะกง ใช้วิธีชี้เอาสิ่งที่ต้องการ เป็นสื่อที่เข้าใจง่ายๆ

            เป็นอันว่า ผมจำยอม เป็นลูกศิษย์ แป๊ะกง แบบ ตกกระได พลอยโจน จนได้ ต่อจากนั้น ผมต้องผลัดเปลี่ยน เสื้อผ้าเป็นชุดซึ่งเขาจัดเตรียมไว้ให้แล้ว เป็นชุดเสื้อผ้า คล้ายๆ กับ พวกถือศีล กินผัก หรือ พวก ม้าทรง ที่ใช้เหล็กแหลม แทงปาก ตอนเทศกาล ถือศีล กินเจ นั่นแหละ เมื่อผลัดเปลี่ยน เสื้อผ้าเสร็จสรรพ ผมสำรวจดูตัวเอง  เข้าท่าดีเหมือนกัน แฮะ.. ดูขลังไม่เบา ผมนึกครึ้มๆ นี่ เมื่อถึงตอนทำพิธีจริงๆ เกิดมีเจ้า องค์ไหน หลงมา เข้าร่างผม คงสนุกพิลึก

           อีก 10 นาที 4 ทุ่ม ก่อน ฤกษ์ทรง เจ้าภาพ ก็มาถึง เป็นผู้ชาย 5 ผู้หญิง 1  ผู้ชาย 2 คนเป็นชาว สิงค์โป 2 คน อึก 2 คนเป็นคน มาเลเซีย ทั้ง  4 คน อายุ เกิน 50 ปี ฟังว่า ทั้ง 4 คน เป็นเพื่อนกัน มีอาชีพ เกี่ยวกับ บริษัท ตัวแทนขายรถยนต์ ประมาณนี้ ผู้ชาย คนไทยอีกคน อยู่หาดใหญ่ เป็นคนนำมา ส่วนผู้หญิงสาวไทย เป็น กิ๊ก ของคนมาเลย์ ฯ

           รวบรัดตัดตอน เมื่อได้เวลา 4 ทุ่มตรง ร่างทรง เข้าประจำที่  ส่วนผมเข้าประจำตำแหน่งลูกศิษย์เอก (เปรียบตัวเองเป็น เหงเจี๊ยะ เชียว) ประมาณ  5 นาที รางทรง เริ่มสั่น พั๊บ พั๊บ แผล็บเดียว ลุกขึ้น ตบโต๊ะ โครม  ผมสะดุ้งโหยง ตกใจถอยหลังกรูด เพราะไม่ทันได้ตั้งหลัก  แป๊ะกง มาแล้วครับ ท่านผู้ชม มาถึง หัวเราะ ฮ้า ๆ ๆ แล้วชี้ ไปที่ ขวด รีเจนซี่ เป็นอันดับแรก ต่อจากนั้นก็ชี้ไปที่กาน้ำชา และบุหรี่ ตามลำดับ คนแปลภาษาที่นั่งอยู่ข้างๆ บอกให้ผม รินเหล้า ผมรีบเปิดฝาขวดเหล้ามือไม้สั่น กว่าจะเปิดได้เล่นเอาเหงื่อแตก พลั๊ก ๆ แถมรินเหล้าหกอีกต่างหาก  ส่งจอกเหล้าให้ แป๊ะกง กระดกพรวดเดียวหมด ผมรินน้ำชาส่งให้ ตามด้วยบุหรี่ ที่ผมจุดให้เสร็จ แป๊ะกง พูด กำเสี่ย กำเสี่ย อันนี้ใครไม่ต้องแปล ผมก็รู้.. แป๊ะกง อัดบุหรี่ พ่นควันโขมง แล้วชี้ให้ผมรินเหล้าใส่ จอก เล็กๆ 8 จอกที่วางอยู่ในถาด ทำกิริยาให้ผมกิน แล้วชี้ไปที่คนอื่นๆ   ตายโหง..! ผมตาเหลือก  ล่อเข้าไปทีเดียว 8 จอกนั่น ศิษย์เอก ตีลังกา แน่  คนแปล รีบบอกผมว่า ให้ผมกินจอกเดียว ที่เหลือส่งให้คนอื่นๆเขา  เฮ้อ..โล่งอกไปที

          หลังจากที่ทุกคน ได้กินเหล้ากันครบ แป๊ะกง เริ่มถามว่า ที่เรียกมานี่  ใคร? มีเรื่องเดือดร้อน อะไร?  ผู้ที่มาจากต่างประเทศเหล่านั้น ก็ ทยอย เข้าไปหา ทีละคน บอกเล่าเรื่องปัญหา ความเดือดเนื้อ ร้อนใจ และขอให้ แป๊ะกง ช่วยบำบัด ปัดเป่า ชี้ทางออกให้ ซึ่งแต่ล่ะคนมีปัญหาไม่เหมือนกัน ในที่นี้ผมจะไม่ขอเล่ารายละเอียด น่ะครับ เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ลูกศิษย์ อย่างผม

             เมื่อ แป๊ะกง ได้รับรู้ปัญหา ก็เริ่มทำการปัดเป่าให้ทีล่ะคน โดยพิธีการ ขั้นตอนที่ทำให้แต่ล่ะคน จะไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก และ ขณะที่ทำพิธีเสร็จแต่ล่ะขั้นตอน แป๊ะกง จะเรียกหา เหล้า และ บุหรี่ ทุกครั้ง และก็บอกใบ้ให้ผมกินเหล้าทุกครั้งเหมือนกัน กว่าจะเสร็จ พิธีการ จนครบหมดทุกคน นับไม่ถ้วนว่า กี่สิบ ขั้นตอน และ กี่สิบจอก

              ท่านผู้ชมที่เคารพ ประมาณเที่ยงคืน แป๊ะกง เสร็จภารกิจ.! ร่างทรง หายหลังตึง.! เมื่อ แป๊ะกง ออกจากร่าง  ส่วนผม ศิษย์เอก หายท้องโครม.! เมื่อ รีเจนซี่ เข้าไปทรงในร่าง มากเกินไป.. อ้วก..อ้วก…